บุญมาก หรือ บาปน้อย วัดผลได้จากอะไร?

“บุญมากหรือบาปน้อย” บางครั้งทำน้อยแต่บาปมาก บางคราทำมากแต่ได้บุญน้อย มีเกณฑ์อะไรในการ ตั ดสิน คำถามแบ บนี้ละเอียดอ่อนและตอบย ากมาก

คืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในปีหนึ่ง ผมเคยเข้าร่วมกิจกssมการสวดมนต์ข้ามปี ระหว่างคืนนั้นมีพระอาจารย์หลายท่านสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นบรรย ายธรรม แต่มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งทำให้ผมตื่นจากความง่วงได้ด้วยการเสนอทฤษฎี “บาปมากหรือบุญน้อย จะใช้อะไรเป็นบรรทัดฐานในการวัดผล”

ระหว่างการบรรย าย พระอาจารย์มีแผนภูมิและภาพประกอบอย่างน่าสนใจ พระอาจารย์เริ่มยกตัวอย่างแรกว่า หากเรากินกล้วยแล้วทิ้งลงบนทางเท้า แล้วคนอื่นเดินมาเหยียบเปลือกกล้วยลื่นล้มหัวฟาดพื้นต า ย เปรียบเทียบกับอีกกรณี เราเห็นคู่อริของเราเดินบนทางเท้าตามหลังเรามา แล้วเราขว้างเปลือกกล้วยไป โดยจงใจให้คู่อริลื่นล้มหัวฟาดพื้นต า ย สองกรณีนี้แบบไหนบาปมากกว่ากัน

เริ่มแรกต้องมาคำนวณกันก่อนว่า ผลกระทบที่เกิດขึ้นมากน้อย ไหน ทั้งสองกรณีนี้ผลกระทบคือ มีคนต า ย 1 คนเหมือนกัน คราวนี้ก็ต้องมาพิเคราะห์กันต่อในเ รื่ อ งของ เจตนาและการจงใจให้เกิດขึ้น แบ บนี้ก็จะได้ผลออกมาชัดเจนว่า กรณีแรกไม่ได้มีเจตนาจะคร่าใคร แต่บังเอิญมีคนมาเหยียบเปลือกกล้วยของเราแล้วฟาดพื้นต า ย ส่วนกรณีที่สองมีเจตนาที่จะให้คู่อริลื่นล้มด้วยเปลือกกล้วยที่เราขว้างไป แม้เราอาจไม่ได้อย า กให้ถึงต า ยก็ตาม หากเปรียบด้วยจิตสำนึกสามัญแล้วก็เป็นอันชัดเจนว่า กรณีที่สองย่อมบาปมากกว่า

เ รื่ อ งนี้ก็ทำให้ผมอุทานเบา ด้วยความอัศจรรย์ใจแล้ว

แต่มืออาชีพอย่างพระอาจารย์ไม่มีทางมี ตัวอย่างเดียว

พระอาจารย์ยกตัวอย่างที่สองต่อว่า ลองเปรียบเทียบอีกที เหตุการณ์แรก เราวางแผนโกงเงินบริษัทที่เราทำงานอยู่แล้วได้เงินไปจำนวน 100,000 บาท ส่วนเหตุการณ์ที่สอง เราวางแผนโกงที่ของคุณย ายแก่ คนหนึ่ง ได้เงินไป 100,000 บาทเท่ากัน ทั้งสองเหตุการณ์ถ้าพิเคราะห์ที่เจตนาแล้ว เรามีเจตนาทำผิดทั้งสองเหตุการณ์ เมื่อเจตนาเสมอกันแบ บนี้ ก็ต้องมาดูที่ผลของเจตนาของเราต่อไป

ผลของเหตุการณ์แรกคือ บริษัทเสียเงินไป 100,000 บาท อาจทำให้ข า ดทุนไปบ้าง แต่บริษัทอาจไม่ถึ งกั บล้มหรือต้องปิดกิจการลงเพียงเพราะเงินจำนวนเท่านี้ ส่วนเหตุการณ์ที่สอง ย ายแก่คนนี้อาจมีที่ดินนี้เป็นผืนสุดท้ายที่จะเอาไว้ทำมาหากินและส่งต่อเป็นมรดกให้แก่ลูกหลาน เราไปโกงคุณย ายคนนี้มา อาจทำให้ครอบครัวคุณย ายถึ งกั บสิ้นเนื้อประดาตัวและเดือดร้อนกันรุ่นต่อรุ่น เพราะฉะนั้นก็ชัดเจนว่า เหตุการณ์ที่สองย่อมบาปมากกว่า

แบ บนี้สรุปได้ว่า ”บาปมากหรือบาปน้อยขึ้นอยู่กับสองตัวชี้วัด  คือ  หนึ่ง  เจตนาในการทำให้บาปนั้นเกิດขึ้น สอง  ผลกระทบที่ตามมาจากการทำบาปนั้นมากน้อย ไหน โลกได้รับผลกระทบมากก็บาปมาก  โลกได้รับผลกระทบ น้อยก็บาปน้อย”

จบการบรรย ายของพระอาจารย์ ผมยกมือท่วมหัว

ทุกอย่างในหัวกระจ่างแจ้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อพระอาจารย์ลงจากเวทีแล้ว เจ้าหน้าที่ยกแผนภูมิและภาพประกอบลงมาวางด้านข้างเวที ผมจึงเดินเข้าไปชื่นชม และทำความเข้าใจใกล้ อีกครั้ง

ในใจคิดว่า นี่มันคือนวัตกssมและทฤษฎีบาปบุญที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกยุคนี้ ทันโลกทันสมัย และเข้ากับยุคดิจิทัลเป็นอย่างยิ่ง มันควรถูกส่งต่อและเผยแพร่สู่ผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ระหว่างกำลังนั่งชื่นชมทฤษฎีนี้อยู่ก็มีใครคนหนึ่งมาสะกิดไหล่ผมจากด้านหลัง ผมหันไปพบพระอาจารย์เจ้าของทฤษฎี “เป็นไงโยม  พอใช้ได้ไหม” ผมทรุดลงนั่ง และยกมือไหว้พระอาจารย์ จากนั้นก็สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดกันพักใหญ่ ผมบอกพระอาจารย์ก่อนที่จะแยกจากกันว่า “นี่คือธรรมะยุคใหม่ที่ไร้ข้อกังขา  สามารถเข้าถึงผู้คนได้อย่างง่ายดาย” พระอาจารย์ตอบทิ้งท้ายก่อนจากว่า

“ธรรมะอยู่มาได้สองพันกว่าปี  เป็นความจริงแท้ที่ไม่เคยล้าสมัย  เรียบง่าย  และไร้ข้อกังขา”