ก ร ร ม เท่านั้นที่นำพา หาใช่ความบังเอิญ

ในชีวิตของเรานั้นล้วนต้องเจอผู้คนมากมายในแต่ละช่วงอายุของเรา เจอกันเร็วบ้างเจอกันช้าบ้าง ได้พูดคุยติดต่อบ้าง เลิกรามิตรไมตรีที่ดีต่อกันบ้าง การที่คนคนหนึ่งได้พบกับอีกคนคนหนึ่งนั้น ไ ม่ใช่เพราะบุญวาสนาแต่เป็นเพราะ ก ร รม เก่าที่ทำร่วมกันมา เราอาจจะเป็นคนทำกับเขา หรือเขาต่างหากหล่ะที่ทำกับเรา แต่อย่างไรก็ตาม ก รร มเหล่านั้นหล่ะที่ทำให้เราต้องมาพบเจอกัน

เราเท่านั้นที่เป็นตัวกำหนด ก ร ร ม

เราไ ม่รู้หรอกว่าสิ่งเหล่านี้มีจริงหรือไ ม่ แต่สิ่งที่เราควรคิดคือ ถ้ามันเป็นเ รื่ อ งจริงเราควรปฏิบัติตนอย่างไร ถ้าเราไ ม่อຍากสร้าง ก รร ม กับเขาอีก ไ ม่อຍากให้เขามาทำ ร้ ายเราอีก เราจึงควรหัดที่จะให้อ ภั ย เลิกสร้างก ร ร ม ต่อกันและปล่อยเขาออกจากหัวใ จ ส่วนเขาจะสำนึกหรือไ ม่นั่นเป็นเ รื่ อ งที่เขาจะต้องได้รับผลต่อไป ดังคำที่ว่า “บุญใครกร ร มมัน”

แสงจากพระธรรมจะช่วยนำทาง

พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า “ความบังเอิญไ ม่มีจริง” เพราะทุกสิ่งล้วนต้องมีที่มาที่ไปนั้นคือ กssม และตัวเราเท่าน้ันที่เป็นตัวกำหนดว่า เราเลือกจะทำสิ่งที่ดีต่อกัน หรือสิ่งที่ เ ล ว ร้ า ย ต่อกัน

หนึ่งบทความที่ให้ข้ อ คิ ด ดี สำหรับเ รื่ อ งการมีชีวิตคู่

คนที่มี ‘ก ร ร ม’ ต่อกันจะเดินมาเจอกัน

เพราะการเจอกันไ ม่มีคำว่า ‘บังเอิญ’

ไ ม่เพราะก ร ร มเขาที่มีต่อคุณ

ก็ กร ร มคุณที่มีต่อเขาจึงได้มาเจอกัน

และ กร ร ม นั้นจะพาคนทั้งสอง

มาเจอกันในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

และเมื่อ ‘หมดก ร ร ม’ ไ ม่อຍากจากก็ต้องจาก

สิ่งใดที่เราทำมา ไ ม่อຍากเจอก็ต้องเจอ

สิ่งใดที่เราไ ม่ได้ทำมา ไ ม่อຍากจากก็ต้องจาก

นี้ละที่เรียกว่า ‘ก ร ร ม’

ดังนั้นชีวิตจะเป็นเช่นไรในอนาคต

คือ ผลของก ร ร มที่เราจะทำในวันนี้

การพบกันไ ม่ใช่ เ รื่ อ งบังเอิญ

และการจากกันก็ไ ม่มีคำว่าบังเอิญ เช่นกัน