คนเราล้วนอย า กสบาย แต่จงเลือกเก็บช่วงเวลาที่ลำบาก

มันคงเข้าใจย ากหากบอกว่า “ลำบาก” เป็นเ รื่ อ งจำเป็น คนเราล้วนต้องอย า กสบาย และไม่มีใครอย า กลำบากเป็นแน่แท้ แต่ในอีกด้านเชื่อว่าทุกท่านคงรู้ว่า มันก็ต้องมีลำบากกันบ้างทุกคน จะมากน้อยอาจต่างกันไป ทว่าความลำบากนี่มันเป็นช่วงเวลาที่เราเลือกได้ด้วยหรือ?

ขอถามคุณเล่น แต่อย า กให้คุณลองคิดดูแบบจริงจังว่า ถ้าคุณไม่ใช่นักวิ่ง คุณต้องลงงานวิ่ง 10 กิโลเมตร คุณซ้อมกี่กิโล? หรือถ้าเป็นนักวิ่งสักหน่อย แล้วคุณต้องวิ่ง 20, 30, 40, 100 กิโลเมตร ที่ปกติแล้วไม่ง่ายต่อร่ า งกายคุณนั้น คุณจะซ้อมกี่กิโล ?

เรากลับมาสมมติว่าต้องวิ่ง 10 กิโลเมตร แบบที่ปกติแล้วมันย ากลำบากสำหรับเรา ย่อมมีความแตกต่างในความคิดต่อการซ้อมดังเช่น

ประเภทที่ 1 พย าย ามซ้อมให้ได้ 12 โล เพื่อเมื่อวันวิ่งจริง คุณจะได้ผ่านมันได้สบาย ประเภทนี้ย่อมต้องลำบากก่อนอย่างหนัก เพราะในที่นี้ถือว่า 10 โล ก็เป็นเ รื่ อ งที่ลำบากมากแล้ว แต่ถ้าทำได้ แน่นอนว่า เขาไม่ลำบากในตอนท้าย เรียกว่า ซ้อมเผื่อ

ประเภทที่ 2 พย าย ามซ้อมให้ได้ 5-8 กิโล เพราะจะให้วิ่งทีละ 10 โลสำหรับเขามันเหนื่อยมาก และเชื่อว่าซ้อมเท่านี้ ไปลุยอีกทีวันจริง หรือ ถ้าเขาซ้อม 10 โล ไหว สบาย เขาคงเลือกลงวิ่ง 20 โล จะสรุปเอาก็ได้ว่าเป็นประเภท ซ้อมครึ่งหนึ่ง ใจครึ่งหนึ่ง

ประเภทที่ 3 อาจซ้อมบ้างไม่กี่วัน หรือนาน ครั้ง รวมถึงไม่ซ้อมเลย และเชื่อว่า วันจริง วิ่งไป เดินไป ยังไง ก็ต้องผ่านไปได้อยู่ดี เลือกไปลุยเอาข้างหน้า เรียกได้ว่าใช้ใจ

คุณเป็นประเภทไหน?
ในที่นี้ผมไม่ได้มาคุยเ รื่ อ งหลักการวิ่งแบบจริงจัง ว่าควรจะซ้อมแบบไหน เพราะทุกการซ้อม มันมีความลำบากอยู่ในนั้น เทียบการไปวิ่งกับนอนอยู่บ้าน ย่อมสบายผิดกัน และผม กำลังพย าย ามเปรียบเปรยอย่างง่าย หลายคนอาจคิดว่าทำไมเราต้องวิ่ง ก็อย า กให้ลองสมมติว่า ถ้าการวิ่งในที่นี้เปรียบกับการดำเนินชีวิต ที่หากมองตัวเอง หรือรอบ ตัวเราอาจเห็นความต่างของความคิดแต่ละรูปแบบ

คนประเภทที่ 1 ชีวิตอาจก้าวไกล ถ้าคุณเป็นคนประเภทนี้จะมีคนที่ไม่เข้าใจคุณอย่างมาก และคิดว่าคุณสบาย ในแนวว่า “ใช่สิร่ า งกายคุณดีนี่” ทั้งที่ คุณก็ไม่ได้ร่ า งกายดีมาแต่แรก ผ่านความลำบากในการซ้อมมานาน เพียงแต่ว่า คนเรามักมองกันตอนสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ นี่เป็นเ รื่ อ งที่หลายคนรู้ คนประเภทที่ 3 จะชอบมองว่าคนพวกนี้มีต้นทุนดี หรือเหมือนไม่ต้องซ้อม แม้จะมองว่าซ้อม ก็จะตีความเอาว่า เพราะเขามีเวลามาก ไม่ลำบากเหมือนตน

และในอีกด้านของคนประเภท 1 ย่อมมีสิ่งที่เสียไป เพราะเขาอาจต้องใช้เวลาในการซ้อมเยอะ แต่วันหนึ่งร่ า งกายคงที่ การซ้อมของเขาเป็นเ รื่ อ งสบายไม่ลำบากเหมือนแรก ก็ในตอนนี้นี่แหละ เขาสามารถใช้เวลาไปหาสิ่งที่เคยเสียไปมาทดแทนได้ จึงกลายดูเป็นคนที่เหมือนได้อะไรทุกอย่างง่ายสบายกว่าคนอื่น

คนประเภทที่ 2 เลือกลำบากพอประมาณ เพื่อข้างหน้าจะฟ่าฟันได้ไม่ย ากนัก คนประเภทนี้อาจมีเ รื่ อ งอื่นให้มุ่งมั่นด้วย ไม่เพียงเ รื่ อ งนี้เ รื่ อ งเดียว แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ปล่อยให้อนาคตต้องไป เ สี่ ย ง เฉย เขาอาจจะไม่แน่วแน่เท่าประเภทที่ 1 แต่ก็ซ้อมยอมลำบากตอนนี้ เพื่อไม่ลำบากมากในอนาคต

แน่นอน การเลือกไม่ลำบากเท่าไหร่ในตอนนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะสบายตลอดไป มันก็จะกลายเป็นมีขึ้น มีลง มีเ รื่ อ งนั้นให้ห่วง เ รื่ อ งนี้ให้สนใจ เมื่อไหร่ที่คนประเภทนี้เลือกได้ว่าจะสนใจอะไรที่สุด เขาก็อาจจะกลายเป็นคนประเภท 1 ที่พร้อมทุ่มเททุกความลำบากไปกับเ รื่ อ งไม่กี่เ รื่ อ ง แต่ถ้าไม่ มันก็อาจเป็นความท้าทาย ที่ทำให้ชีวิตมีอะไรตลอดเวลา ซึ่งมันหมายความว่า สุขบ้าง ลำบากบ้าง บางเวลา

จะว่าไปแล้ว กลุ่ม 2 นี้น่าจะเป็นคนส่วนใหญ่ ที่หากเรามองกันในแง่ดี ก็มีสุขทุกข์ ปนไป เป็นธรรมดา แต่มองอีกที คนประเภทนี้ ที่เลือกลำบากพอประมาณ อาจมีการเปลี่ยนผันได้ของสิ่งที่เรียกว่า แรงจูงใจ อาจหมด หายได้ กลายเป็นประเภทที่ 3 ได้ไม่ย าก รวมถึง ไม่ก้าวหน้าไปไหนไกลในสักเ รื่ อ ง เพราะไม่ทุ่มเทมากพอ เลือกลำบากกับทุกเ รื่ อ งพอประมาณ ให้มันผ่านไป

คนประเภทที่ 3 ถ้าเป็น เ รื่ อ งวิ่ง ที่จริงคุณจะซ้อมหรือไม่ ไม่ใช่สิ่ง ตั ดสินว่าคุณเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ ถ้าคุณไม่ใช่นักวิ่ง การไปวิ่ง 10 กิโล โดยไม่ซ้อมเลย มันก็จะทำให้ “ไม่อย า กไปวิ่งอีก” เพราะมันเหนื่อยลำบากแทบข า ดใจ แน่นอนถ้าไม่มีใครบังคับ การเดินเข้าเส้นชัยมันไม่เหนื่อย

แต่ดังที่บอกไปหากเปรียบเ รื่ อ งนี้ได้กับการดำเนินชีวิต ที่บางทีมันมีลิมิตเ รื่ อ งเวลา มีสิ่งนั้น สิ่ งนี้มาบีบบังคับให้ต้องดำเนินไป หลาย เ รื่ อ งไม่อาจตามใจตัวเอง เช่นเ รื่ อ ง เงิน งาน และความก้าวหน้าในทางใดทางหนึ่ง การไม่เคยลำบาก และจะให้มันได้สิ่งนั้นสิ่ งนี้มาโดยสบาย เป็นไปได้ย าก และส่วนใหญ่กลายเป็นลำบากมากในตอนท้าย อาจเลิกไม่เข้าเส้นชัย

ถ้าเปรียบกับการใช้ชีวิต ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือการหาเงิน แน่นอนว่าเงินทองหามาลำบาก เราก็คิดว่าหลายคนหามาง่าย นั่นก็คล้ายกันคือเขาผ่านการซ้อมมามาก ลำบากมามาก จนฐานเข า ดี มีทุน มีช่องทางต่าง กลับกันกับหลายคน วันนี้สบาย เพราะไม่ดิ้นรนหาเงิน อยู่เฉย ใช้เงินน้อย ก็สบายได้ แต่มันไม่เช่นนั้น วันหนึ่งมันก็ถึงเวลาที่ต้องใช้เงินเยอะ ภาระบางอย่าง เช่น ร่ า งกายเจ็ບป่ ว ย แบ บนี้ เพราะที่ผ่านมาเราไม่ลำบาก

ลำบากก่อนสบายทีหลัง ไม่จริงเสมอไป แต่ไม่ลำบากเลยแล้วหวังสบาย เป็นไปไม่ได้เลย
อาจคิดได้ว่าหลายคนเกิດมามีพร้อมในบางสิ่ง ซึ่งมันก็ใช่ แต่เชื่อหรือไม่ เขาก็จะต้องไปลำบากในชีวิตบางด้านอยู่ดี เพราะหากไม่เป็นเช่นนี้ ชีวิตไม่มีวันเรียนรู้ และไม่มีใครพร้อมทุกด้านได้ในความเป็นจริง

ประเด็นสำคัญคือ เราเลือกลำบากเองในตอนนี้ เพื่อสิ่งหนึ่งข้างหน้า หรือว่า เราไม่เคยสนอะไรจนปล่อยให้ชีวิตลำบากแบบไม่ตั้งใจ? เพราะหลายคนใช้ชีวิตเช่นนี้ คล้ายที่เคยเขียนไป เมื่อสบายก็ติดอยู่แต่กับอบาย กิน เที่ยว เซ็ กส์ และสิ่งไร้สาระ มากเกินไป และหลายคนอ้างว่าก็มันลำบากมากแล้ว อย า กหาความสุขบ้าง มันก็ไม่ต่างจากวัฏ ที่หาทางหลุดพ้นไม่ได้ สบายวันนี้ ลำบากต่อไป

หรือเลือกลำบากอีกหน่อยเพื่อหลุดพ้นไปสบายอย่างแท้จริง ก้าวขาไปซ้อมสักนิด เพื่อให้ชีวิตฟิตอีกสักหน่อย พร้อมเผชิญสิ่งต่าง อย่างไม่ลำบาก จะประเภท 1 ก็ดี ประเภท 2 ก็ได้ แต่อย่าขนาดให้ประเภท 3 เลย แม้วิ่งจะไม่ใช่ตัวอย่างที่ชัดเจน แต่หลายคนก็เพียงใช้ชีวิต ให้ผ่านไป เพราะคิดว่าจะต้องสบายไปวัน และบางทีนั่นคือ เพียงนั่งอยู่ในความลำบากที่ยังไม่มากพอให้รู้ตัวเท่านั้นเอง

บทความฉบับปรับปรุง เผยแพร่ครั้งแรก Facebook Sirichaiwatt เมื่อ 24/9/2019