ถึงวันนี้ไม่ใช่ของเรา แต่วันหน้าอาจจะเป็นของเราบ้างก็ได้

เราอาจเคยได้ยิน หรือคิดว่า อย่างน้อยได้ทำ ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย มันก็เ รื่ อ งจริงอยู่ทีเดียว ทว่าก็อาจมีอีกด้าน ที่ทำเท่าไหร่ ก็ไม่ดีเอาเสียเลย ถ้าเป็นแบ บนี้ บางทีมันก็ถึงเวลาที่เราคงต้องทบทวนกันใหม่

ขอยกตัวอย่างด้วยเ รื่ อ งการ “วิ่ง” ผมเป็นคนที่มีต้นทุนการวิ่ง “ติดลบ” กล่าวคือ ไม่เพียง ไม่เคยวิ่งออกกำลัง ยัง “เ ก ลี ຍ ด ” การวิ่งมากอีกด้วย เพราะความรู้สึกสมัยเรียน ที่ตอนนั้นเป็นเด็กตัวเล็กสุดในชั้น แต่ครูให้วิ่งแข่ง และให้คะแนนตามลำดับ แน่นอนผมวิ่งเข้าหลังสุด วิ่งแพ้ผู้หญิงหลายคนด้วยซ้ำไป มันค่อนข้างเ ก ลี ຍ ด ฝังใจมาแต่นั้น

ครั้งสุดท้ายที่เล่นกีฬา ก็คือเตะบอลสนามเล็กที่เรียกว่า โกล์หนู กับเพื่อนที่เรียนมหาลัย ซึ่งมันก็เป็นการเล่นเอาสนุกไม่ค่อยรู้สึกว่าต้องวิ่งอะไรนัก

หลังจากอยู่ไป ใช้ชีวิตไป วัยทำงาน สบายใจว่าไม่เคยป่ ว ย ไม่เคยเจ็ບหนักอะไร ก็คิดไปเองว่าต้นทุนสุขภาพเราดี แน่นอนไม่มีอะไรอยู่ยั้งยืนยง ผมไม่ได้เจ็ບป่ ว ย แต่รู้สึกได้ชัดเจนว่าร่ า งกายไม่เหมือนเดิมในวัย 35 การปວดตามตัว ในลักษณะที่ขยับเร็วนิด ผิดหน่อย นั้นส่งผลรุ นแร งเกินเหตุ เมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา

ประกอบกับการรู้สึกว่าร่ า งกายเริ่ม ບ ว ມ เกินไป แม้ใครจะบอกว่าสมกับการเป็นผู้บริหาร แต่มันไม่ชอบตัวเองเอาซะเลย รวมถึงการเริ่มเปลี่ยนทัศนคติมาหลายอย่างต่อชีวิต จึง เริ่มออกกำลังกาย

เปล่าครับ ไม่ได้วิ่ง ทำในสิ่งที่เรียกว่า body weight ทำนองวิดพื้น ซิทอัพ นั่นแหละ ด้วยเหตุผลว่า การออกกำลังกายแบ บนี้ ไม่ต้องมีเงื่อนไขเ รื่ อ งสถานที่ เวลา วินัยเท่านั้นเป็นพอ แม้ว่าการ body weight จะดีต่อร่ า งกาย แต่มันก็จะเน้นได้กล้ามเนื้อแข็งแรงเป็นหลัก ไม่ไปในเชิงเผาผลาญที่ดีนัก ที่จริงควรจะกินโปรตีนเยอะ ด้วยซ้ำไป แต่ก็ไม่กิน ครั้นจะเต้นแบบ Cardio ก็ดูไม่ใช่แนว จึง วิ่ง ก็วิ่ง วะ

ตอนนั้นผมพักอยู่แถวถนนวิภาวดี ที่เดินราว 1 กิโลเมตร ถึงสวนรถไฟ การเดินไม่เป็นปัญหาสำหรับผม ชอบเดินมาเป็นทุน แต่วิ่ง ไม่ถึงกิโล ก็พบกับความรู้สึก จะข า ดใจ

โชคดีที่ความตั้งใจ (will power) มีแรงกล้าในตอนนั้น ผมไม่ล้มเลิก ในที่สุดก็สุ้ไปได้ระยะทาง 2 กิโลเมตร

ที่จริงนิดเดียว แต่มันมากมายสำหรับคนที่ต้นทุนติดลบอย่างผม ในตอนนั้น และผมยังคงวิ่งต่อมาอีกราว 2 ปี ได้ 5 กิโลเมตรแบบไหว จนวันหนึ่งได้ลงรายการ 10 กิโลเมตร แบบไม่คิดว่าจะมีวันนั้น…

วิ่งผิดมันมีด้วยเหรอ?
เหมือนจะฟังดูดี แต่ผมวิ่งแบบที่ไม่รู้ว่า มันมีอะไรมากกว่า “ วิ่ง” หลังจากลงรายการครั้งนั้น ที่จริง 10 กิโล นี่แทบต า ย ผมก็วิ่งไม่สม่ำเสมอ ด้วยปัจจัยไม่เอื้ออำนวย และเรียกว่า วิ่งน้อยมาก 2 ปีที่ผ่านมา และแทบไม่ได้วิ่งช่วงหลัง

ผมกลับมาตั้งใจวิ่งอีกครั้ง เหมือนที่เคยได้เขียนบอกไปไม่นานนี้ในเ รื่ อ ง “ตามเวร ตามกssม” และได้บอกว่าซื้อนาฬิกาที่ช่วยในเ รื่ อ งการวิ่งมา จากตรงนั้นผมจึงได้เข้ากลุ่มผู้ใช้นาฬิกา ย่อมทำให้พบ “นักวิ่ง” มากมาย

เพราะนอกจากเ รื่ อ งปัญหา หรือความรู้จากนาฬิกาแล้ว เขาย่อมมีเ รื่ อ ง “การวิ่ง” อยู่ด้วย จึงได้พบว่าผม “วิ่งผิด” มาตลอด คนที่รู้อยู่แล้ว อาจไม่สงสัยตรงนี้ แต่คนที่ไม่รู้เหมือนผมอาจสงสัยว่า วิ่งผิดมันมีด้วยเหรอ?

จะเรียกว่าผิดเสียทีเดียวก็ไม่เชิง แต่เรียกว่า ไม่ได้ผลดี เช่น อาจบาดเจ็ບ ไม่พัฒนา หรือ พัฒนาช้า ซึ่งมันใช่ เลย

เอาเพียงความขยัน มุ่งมั่น เพื่อนำพาตัวเองไปข้างหน้า
ก่อนหน้านี้ผมวิ่งเกือบทุกวัน แต่เอาเพียงความขยัน มุ่งมั่น เพื่อนำพาตัวเองไปข้างหน้า ทว่า 2 ปี ผ่านไป มันก็ได้ 5 กิโล ถือว่าน้อยมากถ้าซ้อมถูกวิธี หรือมีความรู้สักนิด ซ้อมดี 2 ปีอย่างน้อยต้อง Half Marathon หรือมีต้นทุนร่ า งกายดี นี่ Full Marathon ได้แน่นอน หรืออย่างร้ า ย Mini 10 กิโล ต้องไม่แทบต า ยแบบผมในตอนนั้น

ณ วันนี้นอกจาก ผมต้องมาฟื้นร่ า งกายใหม่แล้ว ยังเหมือนมาหัดวิ่ง(จริงจัง) นับ 1 ใหม่ พูดได้ว่า 2 ปีก่อนหน้านี้ไร้ประโยชน์ไปเลย

ที่เล่านี้ ก็คงเป็นเ รื่ อ งราวที่พอให้ ท่านได้คิด ได้อ่ า นได้ลองนึกดูว่า สิ่งหนึ่ง หรือเ รื่ อ งหนึ่งที่เดิมที คิดว่า ทำ ไป วิ่ง ไป ต้องได้อะไรบ้างล่ะ แน่นอนว่ามันได้บ้าง แต่หากเทียบกับเวลาที่เสียไป มันน่าเสียดายแทบน้ำตาไหล นี่เราวิ่งโง่ อยู่ได้ตั้งนาน…

เ รื่ อ งนี้อาจจะเป็น เ รื่ อ งวิ่ง ของผม แต่มันก็ย้อนดูได้คล้ายที่กล่าว ที่ผ่านมา เราทำอะไร ทำ ไป โดยไม่ได้รู้ ไม่ได้ศึกษาดูให้ดี หรือ คิดเอาว่าดีแล้วอยู่หรือไม่ อาจยังมีมุม มีแนวคิด มีอีกด้านที่เราไม่รู้หรือเปล่า มิเช่นนั้น อาจจะต้องมาถึงวันที่ทำไปแทบต า ย สุดท้ายกลับมานับหนึ่งใหม่ ได้แบบผมวิ่งนะครับ

บทความฉบับปรับปรุง เผยแพร่ครั้งแรก Facebook Sirichaiwatt เมื่อ 6/8/2019