ยิ่งปฏิบัติธรรมเหมือนยิ่งเจอเจ้ากssมนายเวร

ยิ่งปฏิบัติธรรม เหมือนจะยิ่งเจอ เจ้ากssมนายเวร

ยิ่งปฏิบัติธรรม เหมือนจะยิ่งเจอเจ้ากssมนายเวร จริง แล้วเพราะจิตมันเริ่มจะดีขึ้นต่างหาก

ปกติถ้าเรามีเจ้ากssมนายเวร เค้าก็จะตามเล่นงานเราอยู่แล้ว ถ้าวาระบุญเราอ่อนลงเมื่อไหร่ หรือกssมตามทันเมื่อไหร่ เค้าก็จะเล่นงานเราทันที

การปฏิบัติธรรม ไม่เกี่ยวกับการที่ทำให้เค้าเล่นงานเราได้เร็วขึ้น เล่นงานเราได้มากขึ้น

แต่การปฏิบัติธรรม ทำให้เราอาจจะติดต่อกับเจ้ากssมนายเวรได้ดียิ่งขึ้น เหมือนกับตอนที่จิตเราสงบ คลื่นความถี่ก็สามารถจูนติดกับคลื่นของเจ้ากssมนายเวรได้อย่างนั้นแหละ

ตรงนี้อาจทำให้เราเกิດความกลัว ทำให้เกิດความรู้สึกว่า เจ้ากssมนายเวรตามทวงหนี้เราได้ดีขึ้น

แต่ต้องขอบอกว่า การติดต่อกับเจ้ากssมนายเวรได้ง่ายขึ้นนั้น คนละประเด็นกับการที่เจ้ากssมนายเวรจะเล่นงานเราได้ดียิ่งขึ้น อย่าสับสน

ตรงกันข้าม บุญที่เกิດจากการปฏิบัติธรรมเป็นบุญใหญ่ ซึ่งบางกรณีที่บางคนเค้าติดต่อกับเจ้ากssมนายเวรได้

เจ้ากssมนายเวรจะต่อรองให้ทำบุญใหญ่ให้เค้า แล้วอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากssมนายเวร บุญใหญ่ เช่น สร้างพระ บวชพระ อ ย่า ง นี้เป็นต้น

แต่ถ้าหากเราติดต่อกับเจ้ากssมนายเวรไม่ได้ ก็พย าย ามอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากssมนายเวรบ่อย ทำทุกวันยิ่งดี ก็อ ธิษฐ านเอาบุญที่เกิດจากการปฏิบัติธรรมของเรานี่แหละ

ถ้าบวกกับบุญอื่นของเราด้วย ก็ยิ่งดี อุทิศให้กับเจ้ากssมนายเวร ขอให้โมทนา และอโหสิกssมให้กับเรา ให้เค้าบ่อย เค้าก็ใจอ่อนเอง

แต่ปัญหาคือ หลายคนทำไม่ต่อเนื่อง ทำ หยุด อะไรที่ไม่เอาจริง แล้วจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร

เพราะฉะนั้น พย าย ามอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากssมนายเวรอย่างต่อเนื่อง

การปฏิบัติธรรม จะทำให้เจอกับผู้ขัดขวางผู้หนึ่ง นั่นก็คือ “มาร” ครั้นจะตีความว่า เจ้ากssมนายเวรเป็นมารก็อาจจะอนุโลมได้

แต่ก็ไม่ใช่อย่างนั้นทุกกรณี เพราะบางคนไม่มีเจ้ากssมนายเวร แต่พอครั้นมาปฏิบัติธรรมหรือสร้างบารมีให้สูงยิ่ง ขึ้นไป

ก็จะเจอกับอุปสรรค เจอกับคนขัดขวาง เจอกับกิเลสในใจของตนเอง ตรงนี้ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเจ้ากssมนายเวร แต่จริง ไม่ใช่ เค้าเรียกว่า “มาร”

เมื่อเจอมาร ก็ต้องพย าย ามเอาชนะมาร ดั่งคำที่ว่า “มารไม่มี บารมีไม่เกิດ” นั่นแหละ

ที่มา palungjit