รักษาจิต อย่างเดียวก็พ้นทุกข์ได้

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ กรุงสาวัตถี ทรงยกตัวอย่างเ รื่ อ งพระภิกษุที่กระสัน (อย า ก) สึก ให้บรรดาพระภิกษุทั้งหลายในพระเชตวันมหาวิหารแห่ง

นี้ฟัง โดยเ รื่ อ งมีอยู่ว่า

มีบุตรเศรษฐีคนหนึ่งแวะมาเยี่ยมญาติซึ่งบวชเป็นพระภิกษุอยู่ บุตรเศรษฐีถามพระภิกษุผู้เป็นญาติว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านช่วยแนะนำวิธีพ้นทุกข์ให้

กระผมเสียหน่อยเถิดขอรับ” พระภิกษุตอบว่า “เธอจงถวายสลากภัต ปักขิกภัต วัสสาวาสิกภัต ถวายปัจจัยต่าง อันมีจีวรเป็นต้น แล้วแบ่งทรัพย์สินที่มา

หาได้ออกป็น 3 ส่วน ได้แก่ ทรัพย์ที่ใช้ในการทำการงาน ทรัพย์สำหรับเลี้ยงดูบุตรและภรรย า และทรัพย์สำหรับบริจาคไว้ในพระศาสนา” บุตรเศรษฐียินดี

ปรีดาในคำชี้แนะนำของพระภิกษุ และน้อมรับคำสอนมาปฏิบัติ

หลายวันต่อมา บุตรเศรษฐีแวะมาเยี่ยมพระภิกษุผู้เป็นญาติอีก คราวนี้ได้ถามพระภิกษุท่านว่า “พระคุณเจ้าช่วยแนะนำกระผมหน่อยขอรับว่า กระผมควร

ทำบุญใดที่ได้บุญยิ่งกว่าครั้งก่อนขอรับ” พระภิกษุตอบว่า “เธอจงอาราธนาและถือศีล 10 เถิด” บุตรเศรษฐีน้อมรับทันทีแล้วจากไป

บุตรเศรษฐีห่างหายไปหลายวัน ก็หวนกลับมาอีกครั้ง และถามพระภิกษุผู้เป็นญาติว่า “บุญที่ยิ่งกว่าบุญครั้งก่อนมีอีกหรือไม่ขอรับ” พระภิกษุตอบว่า “เช่น

นั้นเธอจงบวชเถิด” บุตรเศรษฐีน้อมรับและบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา

เมื่อบุตรเศรษฐีบวชแล้ว กลับมีอาการซูบผอม บุตรเศรษฐีถึ งกั บเอ่ยว่า “เราตั้งใจบวชเพื่อให้พ้นทุกข์ แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิดเสียแล้ว เราพบว่าแบ บนี้

ทำตอนเป็นฆราวาสก็ได้ ไม่จำเป็นต้องบวช” พระภิกษุและสามเณรเมื่อเห็นสภาพของบุตรเศรษฐีแล้วถึงเข้ามาสอบถามอาการด้วยความเป็นห่วง บุตร

เศรษฐีตอบว่า “กระผมอย า กสึกขอรับ” บรรดาพระภิกษุและสามเณรจึงพาบุตรเศรษฐีไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระพุทธองค์ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงตรัสถามบุตรเศรษฐีว่า “ทำไมเธอจึงอย า กสึกเล่า” บุตรเศรษฐีตอบทันทีว่า “ตอนแรกกระหม่อมตั้งใจบวชเพื่อ

หวังพ้นจากความทุกข์ เมื่อได้สัมผัสกับการเป็นภิกษุแล้วจึงคิดว่าเป็นฆราวาสก็น่าทำได้ ” พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า “แล้วเธอสามารถรักษาจิตได้หรือ

ไม่” บุตรเศรษฐีตอบทันทีว่า “ได้ขอรับ” “เ่ช่นนั้นเธอจงรักษาจิตอย่างเดียว เพราะจิตที่ควบคุมดีแล้วย่อมมีสุข และพาไปสู่มรรผลและนิพพานได้”